พฤษภาคม 24, 2022

รวมที่ท่องเที่ยว

เติมพลังชีวิตด้วยการเที่ยว

นักสืบจำเป็น

นักสืบจำเป็น

นักสืบจำเป็น ในช่วงวันหยุดยาวตอนปิดเทอมเหมือนคนอื่นเขา ‘นริษา’ นักเรียนจอมเฉิ่ม-เปิ่น-โก๊ะ กลับต้องรับบทเป็น ‘นักสืบจำเป็น’ ตามคำขอร้องของ ‘ไมค์เคิล’ พี่ชายสุดเลิฟ ที่ให้ช่วยสืบเรื่องของคุณลุง โดยให้เหตุผลว่าตอนนี้บริษัทของคุณลุงกำลังมีปัญหา ถูก ‘คนใน’ โกงเงินไป  ซึ่งคาดว่าตัวการน่าจะเป็นคนใน ‘ตระกูลแมนเดย์’ และเรื่องนี้เองที่ทำให้คุณลุงกังวลใจจนล้มป่วย แต่ความจริงที่คุณลุงไม่เคยบอกใครคือ คุณลุงไปชู้สาวกับเลขาฯนั้นเอง

จริงๆ แล้ว ”ไมค์เคิล” พี่ชายสุดเลิฟของ นริษา(นักสืบจำเป็น) อยากจะจ้างบริษัทนักสืบ หรือนักสืบมืออาชีพ เพื่อให้มาช่วยสืบหาเรื่องนี้ เพื่อที่จะได้ใหคุณลองสบายใจมากขึ้น แต่แล้วคุณลุงคัดค้านทันที เนื่องจากว่า นริษา ปิดเทอมพอดี เลยมอบหมายงานนี้ให้ นริษา เป็นนักสืบจำเป็นหน้าที่ของนักสืบเอกชน

นักสืบจำเป็น

เมื่อ “นริษา”อรู้อย่างนั้นแล้ว…เลือดความกตัญญูจึงสูบฉีดขึ้นทั่วร่างกายของเธอในทันที !! สันชาตยานนักสืบเกิดขึ้นโดยปริยาย เนื่องจากช่วงที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น เคยเป็นนักสืบจำเป็นให้เพื่อน เพื่อตามหามือที่สาม ซึ่งแฟนของเพื่อนค่อนข้างที่จะเจ้าชู้ หรือ มีกิ๊ก “นริษา” จึงสะกดรอยตามมือที่สามอย่างขะมัดขะเม้น สะกดรอยตามจากกรุงเทพฯ ยันเชียงใหม่ ด้วยเหตุนี้เอง นริษา มีสันชาตยานนักสืบโดยปริยาย

บทบาทนักสืบของก็เริ่มขึ้น เมื่อนริษายอมปลอมตัวไปเป็นพี่เลี้ยงของ ‘หนูน้อย’ น้องสาวต่างสายเลือดของ ‘ธันย์ชลา’ นักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรงที่เพิ่งกลับมาจากเมืองนอก ผู้ซึ่งมีสิทธิ์เด็ดขาดในกองมรดกส่วนที่เยอะที่สุดของตระกูลแมนเดย์ ธันย์ชลารู้สึกไม่ถูกชะตากับนริษา ที่ทำตัวเป็นนักสืบอยู่ในบ้าน  เช่นเดียวกับนริษา…ที่รู้สึกหมั่นไส้ในการวางมาดของธันย์ชลาเป็นที่สุด ไหนจะท่าทีที่ออเซาะคนรักที่ชื่อ ‘รุจีรา’ อย่างออกนอกหน้านั่นอีก ให้ตายเถอะ…มันขัดหูขัดตาเธอจริงๆ

แต่แล้วความรู้สึกดังกล่าวก็ค่อยๆ พลิกด้าน เมื่อธันย์ชลาเห็นว่านริษาทำให้หนูน้อยที่เคยน้อยเนื้อต่ำใจในความพิการของตัวเองกลับมามองโลกในแง่สดใสมากขึ้นเพียงใด เช่นเดียวกับนริษา…ที่เริ่มห่วงใยในตัวธันย์ชลาขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ โดยเฉพาะในวันที่เขาถูกรุจีราทอดทิ้งไปมีกิ๊กอย่างไม่ไยดี การสืบหาตัวคนร้ายจึงดำเนินไปพร้อมๆ กับความรักที่ก่อตัวขึ้นในหัวใจ โดยไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้ว…มันคือแผนการของคุณลุงและพี่ชายของเธอนั่นแหละ

สุดยอดนักสืบที่ฆาตกรยอมรับสารภาพ

สุดยอดนักสืบที่ฆาตกรยอมรับสารภาพ

  1. ปี 1982 โรเบิร์ต เคปเพล (Robert Keppel) เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษที่รัฐวอชิงตันตั้งขึ้นมาเพื่อไล่ล่าฆาตกรต่อเนื่องที่สังหารหญิงสาวไปแล้ว 4 ราย ก่อนนำศพไปทิ้งที่แม่น้ำกรีน จนสื่อตั้งสมญานามให้ว่า ‘นักฆ่าแห่งแม่น้ำกรีน’ (The Green River Killer) โดยทีมนี้จะสำรวจหาเบาะแสทุกอย่างเพื่อติดตามจับกุมตัวคนร้ายมาให้ได้

    อย่างไรก็ดี ผ่านมา 4 ปี ทีมชุดนี้ก็ยังไม่สามารถจับกุมฆาตกรได้ แถมยอดผู้เสียชีวิตก็พุ่งไปถึง 48 ศพ ทุกคนจึงทำงานท่ามกลางแรงกดดัน แต่ก็ไม่ท้อถอย แม้จะคว้าน้ำเหลวมาตลอดก็ตาม

    วันหนึ่ง เดฟ ไรเคิร์ต (Dave Reichert) นักสืบดาวรุ่งได้แจ้งข่าวกับโรเบิร์ตผู้เป็นหัวหน้าชุดว่า เท็ด บันดี (Ted Bundy) เขียนจดหมายมาหาว่าอยากให้ข้อมูลเรื่องฆาตกรต่อเนื่องรายนี้

    โรเบิร์ตขมวดคิ้ว เพราะเท็ด บันดี คือฆาตกรต่อเนื่องชื่อกระฉ่อน เจ้าของคดีฆ่าข่มขืนหญิงสาวไปมากกว่า 36 ราย ตัวเท็ดนั้นฉลาดเป็นกรด มีเสน่ห์ หน้าตาหล่อเหลา แถมยังเรียนจบมหาวิทยาลัย ทำให้เหยื่อผู้หญิงหลงเชื่อ ก่อนถูกเขาล่อลวงไปฆ่าข่มขืน ซึ่งขณะนั้นเท็ดถูกจับขังอยู่ในเรือนจำรัฐฟลอริดา กำลังรอการกำหนดโทษประหารชีวิต และเขาได้เขียนจดหมายหาชุดปฏิบัติการพิเศษที่กำลังไล่ล่านักฆ่าแม่น้ำกรีน โดยย้ำว่ามีเบาะแสที่จะช่วยจับฆาตกรสุดโหดรายนี้ได้

    โรเบิร์ตกับเดฟตกลงไปพบกับเท็ด บันดี ระหว่างนั่งเครื่องบิน โรเบิร์ตนึกย้อนไปถึงปี 1974 ราวเดือนกันยายน ขณะนั้นเป็นเวลาตี 5 เขาเพิ่งได้เป็นนักสืบแผนกฆาตกรรมได้เพียง 2 สัปดาห์ ในตอนเช้ามืดนั้นเองที่เขาได้รับแจ้งว่าพบศพหญิงสาว 2 รายถูกฆ่า แล้วนำศพมาทิ้งไว้ในทะเลสาบแห่งหนึ่ง โรเบิร์ตตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียด และสืบสวนตามรอยจนทราบชื่อเหยื่อผู้เสียชีวิตทั้งสองราย ซึ่งทางญาติแจ้งว่าหายตัวไปเมื่อหลายเดือนก่อน

    นักสืบหนุ่มติดตามเบาะแสต่อจนพบว่าศพหญิงสาวทั้งสองคนนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกัน แต่ถูกนำศพมาทิ้งจุดเดียวกัน โดยมีพยานเห็นว่าทั้งคู่ขึ้นรถโฟล์กสวาเกนคันเดียวกัน โรเบิร์ตลุยหาหลักฐานเพิ่มเติมจนพบข้อมูลจากพยานว่า ชายคนหนึ่งมักจะชวนผู้หญิงขึ้นรถโฟล์ก โดยเขาจะแนะนำตัวเองว่าชื่อ ‘เท็ด’

    ข้อมูลนี้ทำให้โรเบิร์ตนั่งค้นหาข้อมูลเจ้าของทะเบียนรถโฟล์กในรัฐวอชิงตัน ซึ่งมีจำนวนมหาศาล จนรู้ว่าไอ้หนุ่มชื่อเท็ดที่เป็นบุคคลต้องสงสัย ชอบขับรถโฟล์กสวาเกนตระเวนรับตัวหญิงสาวจนถูกพบเป็นศพในทะเลสาบ มีชื่อเต็มว่า เท็ด บันดี นั่นเอง

    นักสืบหนุ่มมาทราบว่าตัวเท็ดนั้นถูกจับตัวได้โดยตำรวจจากรัฐอื่นไปแล้ว หากจะสืบคดีนี้ต่อ มีทางเดียวคือต้องไปพบเท็ดเพื่อรีดเอาคำรับสารภาพ แต่งานนักสืบทำให้โรเบิร์ตไม่อาจปลีกตัวไปได้ จดหมายของเท็ดฉบับนี้จึงเป็นโอกาสดีที่โรเบิร์ตจะถามเท็ด บันดีว่าได้ก่อเหตุหรือเกี่ยวข้องกับการฆ่าหญิงสองคนนั้นจริงหรือไม่ หากเท็ดรับสารภาพ คดีก็จะได้ปิดลงอย่างเป็นทางการเสียที

    ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา โรเบิร์ตไม่เคยลืมผู้เสียชีวิตทั้งสองราย เขามุ่งมั่นว่าวันหนึ่งจะได้ไปบอกกับญาติผู้เสียชีวิตว่ารู้ตัวฆาตกรที่ฆ่าพวกเธอแล้ว

  2. โรเบิร์ตไม่เคยอยากเป็นนักสืบหรือตำรวจนอกเครื่องแบบเลย เขามุ่งมั่นเรียนจบด้านตำรวจหวังจะใส่เครื่องแบบเหมือนพ่อ แต่เพราะนักสืบแผนกฆาตกรรมเป็นแผนกที่งานหนักและเครียด จึงมีตำรวจขอย้ายบ่อย หัวหน้าแผนกจึงต้องเลือกตำรวจหนุ่มๆ มา โดยหวังว่าความไฟแรงจะช่วยผ่านอุปสรรคงานหนักได้

    ตามประวัติ โรเบิร์ตมีวุฒิปริญญาตรี ขณะเป็นตำรวจสายตรวจได้เพียงปีเศษ เขาก็ถูกหมายเรียกเกณฑ์ทหารไปรบในสงครามเวียดนาม ที่นั่นโรเบิร์ตทำงานเป็นสารวัตรทหาร ได้ประสบการณ์ในการตรวจสอบที่เกิดเหตุมามาก นี่เป็นเหตุผลให้โรเบิร์ตถูกเรียกตัวไปทดสอบการเป็นนักสืบ และหลังจากสอบผ่าน เขาจึงถูกเรียกตัวมารับตำแหน่งนักสืบแผนกฆาตกรรมทันที

    จากนั้นชายคนนี้ก็ไม่เคยได้กลับไปใส่เครื่องแบบอีกเลย

    แม้จะไม่ชอบ แต่โรเบิร์ตก็ทำงานสืบคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีหลายคดีที่เขาจับกุมคนร้ายได้ ยกเว้นก็เพียงคดีหญิงสาว 2 ศพเท่านั้น ภาพลักษณ์ของโรเบิร์ตออกแนวนักวิทยาศาสตร์ที่หมกมุ่นกับข้อมูลและคอมพิวเตอร์ เป็นคนละเอียดรอบคอบ งานเอกสารเป็นสิ่งที่เขาถนัดมาก โรเบิร์ตจะออกจากบ้านตี 5 กลับบ้าน 1 ทุ่ม เป็นประจำทุกวัน ความจำดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นหมายเลขคดีที่เขาทำ ชื่อเหยื่อ สถานที่เกิดเหตุ ลักษณะตอนพบศพ เขาจำได้หมด และย้ำกับนักสืบคนอื่นว่า ‘สำคัญมาก’ ที่นักสืบจะต้องจำรายละเอียดพวกนี้ให้ได้หมด

    นอกจากนี้ ทักษะการสอบปากคำของโรเบิร์ตก็ไม่ธรรมดา วิธีการสอบสวนของเขาทำให้ผู้ต้องหาต้องยอมรับสารภาพ และที่สำคัญคือเขาจับฆาตกรต่อเนื่องได้หลายคนแล้วด้วย ดังนั้นเมื่อมีคนพบศพหญิงสาวซึ่งส่วนใหญ่เป็นโสเภณีที่มักจะขายตัวตามถนนไฮเวย์และรอบสนามบินเมืองซีแอตเทิล ก่อนถูกฆ่ารัดคอแล้วถูกนำมาทิ้งไว้ที่แม่น้ำกรีน รัฐวอชิงตัน จำนวน 4 ศพ ทางการจึงตั้งทีมปฏิบัติการพิเศษและตั้งโรเบิร์ตเป็นหัวหน้าทันที เพราะมั่นใจในฝีมือของนักสืบคนนี้มาก

    เมื่อตกลงจะไปพบเท็ด บันดี โรเบิร์ตกับเดฟเตรียมตัวทำการบ้านด้วยการไปปรึกษากับนักจิตวิทยาว่าควรจะถามอย่างไร เพราะไม่รู้ว่าเท็ดจะพูดจริงหรือพูดไปเรื่อยกันแน่ จนเมื่อทั้งสองไปพบกับเท็ดเป็นครั้งแรก โรเบิร์ตและเดฟต่างตกใจในสภาพของฆาตกรต่อเนื่องรายนี้ ที่ไม่ได้ดูมีเสน่ห์เหมือนที่เห็นในสื่อเลย

    “เขาตัวสั่น เหงื่อแตก เหมือนคนป่วยด้วยซ้ำ เราเพิ่งมารู้ว่าเขาโดนสั่งขังเดี่ยว 30 วัน ตอนนั้นเขาดูไม่มั่นใจเหมือนอย่างที่เห็นในทีวีเลย”

    อย่างไรก็ดี พอตั้งหลักได้ เท็ด บันดีก็กลับมาเป็นชายมีเสน่ห์สุดอันตราย เขาให้ข้อมูลแก่นักสืบทั้งสองว่า นักฆ่าแห่งแม่น้ำกรีนมักจะกลับไปที่เกิดเหตุเดิมๆ เสมอ บางทีเขาก็เอาศพที่เพิ่งฆ่ามาทิ้งไว้จุดเดิม แล้วก็จะมีเซ็กซ์กับศพเหล่านี้ด้วย ถ้าเราพบซากศพที่ถูกนำมาทิ้งใหม่ๆ ก็ให้ไปเฝ้ารอได้เลย เพราะฆาตกรจะแวะกลับไปเสมอ

    การพูดคุยครั้งนั้นเป็นเรื่องนักฆ่าแห่งแม่น้ำกรีนเสียส่วนใหญ่ จนดูเหมือนเท็ดอิจฉานักฆ่าคนนี้ที่แย่งความโด่งดังไปจากเขา ในช่วงท้ายการสัมภาษณ์ โรเบิร์ตตัดสินใจถามเท็ดถึงคดีหญิงสาวที่ทะเลสาบเมื่อหลายปีก่อน เขานำเสนอหลักฐาน และหวังว่าเท็ด บันดีจะรับสารภาพว่าก่อเหตุดังกล่าว แต่อีกฝ่ายปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ

  3. ข้อมูลที่สองนักสืบได้มาทำให้ชุดปฏิบัติการพิเศษนำมาประยุกต์ใช้ พวกเขากลับไปดูหลักฐานใหม่ ตัวเดฟนั้นก็เป็นนักสืบที่ไม่ธรรมดา เขาจดจำรายละเอียดในคดีได้ทั้งหมด เหยื่อ 48 รายที่ถูกฆ่า ทั้งชื่อ ลักษณะศพ ที่เกิดเหตุ เดฟก็จำได้แม่น ตัวเดฟกับโรเบิร์ตแทบจะเป็นคู่หูต่างวัย เดฟเองน่าจะได้รับการถ่ายทอดวิชาการสืบสวนจากโรเบิร์ตมาไม่มากก็น้อย ทั้งสองมีลักษณะการทำงานเหมือนกัน คือหมกมุ่นกับคดีเป็นอย่างยิ่ง

    นักสืบหนุ่มนำคดีเก่าๆ มาดูใหม่อีกครั้ง เขากลับไปสัมภาษณ์พยาน ท่ามกลางผู้ต้องสงสัยมากมาย แล้วในที่สุดก็พบหลักฐานสำคัญ เมื่อมีพยานรายหนึ่งให้การว่า หญิงที่เสียชีวิตขึ้นรถบรรทุกคันหนึ่ง คนขับเป็นชายผิวขาวอายุราว 30-40 ปี การสืบคดีดำเนินต่อไป เดฟพบพยานยืนยันพบเห็นชายคนหนึ่งอยู่กับผู้ตายเป็นคนสุดท้าย เมื่อนำคำให้การมาประมวลผล พบว่าเหยื่อรายหลายขึ้นรถบรรทุกไปกับผู้ชายคนหนึ่งซ้ำๆ กันหลายครั้ง และมีคนเห็นรถคันนี้จอดอยู่ที่หน้าบ้านของชายที่ชื่อว่า แกรี ริดจ์เวย์ (Gary Ridgway)

    ทีมปฏิบัติการพิเศษนำข้อมูลของเดฟไปพิจารณา แกรีเคยถูกจับฐานซื้อบริการทางเพศ พวกเขาจับกุมตัวแกรีและนำตัวไปสอบปากคำ ก่อนค้นรถ แต่ไม่พบหลักฐานน่าสงสัย แกรีให้การว่าเขาไม่รู้เรื่องหญิงสาวที่หายไป แม้จะตำรวจจะยืนยันว่ารถของแกรีถูกพบขณะรับตัวเหยื่อไปถึง 2 รายด้วยกัน แต่แกรีก็ยืนกรานปฏิเสธ

    ตำรวจดูประวัติชายคนนี้ เขาเป็นอดีตทหารผ่านศึกเวียดนาม ทำงานรับพ่นสีรถบรรทุก แต่งงานแล้วก็หย่าร้าง ข้อมูลจากเท็ด บันดีถูกนำมาพิจารณา แกรีนิ่ง ไม่ตื่นตระหนก ยืนยันว่าตัวเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนักฆ่าแม่น้ำกรีน แต่ตำรวจก็ไม่เชื่อ เพราะแกรีนิ่งเกินกว่าจะเป็นผู้บริสุทธิ์ เขานิ่งจนน่ากลัว

    “ข้อแรกเลยคือนักฆ่าคนนี้ไม่มีความสำนึกผิดอะไรทั้งสิ้น ไม่มีความรู้สึกแบบนั้น และเขาฉลาดมากด้วย” เท็ด บันดีบอกกับโรเบิร์ตและเดฟ

    เจ้าหน้าที่ไม่อาจเค้นคำรับสารภาพจากแกรีได้เลย แถมไม่มีหลักฐานเพียงพอในการตั้งข้อหา นิติวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้าสุดในตอนนั้นก็คือการเอาเข้าเครื่องจับเท็จ ซึ่งปรากฏว่าแกรีสอบผ่านทุกอย่าง

    ตำรวจจำต้องปล่อยตัวไป แม้จะมั่นใจว่าชายคนนี้คือนักฆ่าแห่งแม่น้ำกรีนอย่างแน่นอน แต่หลักฐานไม่พอจะตั้งข้อหาได้ ก่อนจะปล่อยตัวไป เดฟได้ขอตัวอย่างเส้นผมของแกรีเก็บไว้ เผื่อจะนำไปใช้เทียบกับหลักฐานที่พบในอนาคตได้ในสักวัน

    หลังจากปล่อยตัวแกรีไป ดูเหมือนการสังหารโหดของนักฆ่าแม่น้ำกรีนก็หยุดไปทันที ทีมเฉพาะกิจถูกสั่งสลายตัวเมื่อไม่มีใครพบเห็นการฆ่าในลักษณะนี้อีก แต่เดฟยังเก็บหลักฐานเส้นผมของแกรีไว้ ตอนนั้นทุกคนคิดว่านักฆ่าแห่งแม่น้ำกรีนตายไปแล้ว

    จนกระทั่งในปี 2001 รัฐวอชิงตันนำระบบวิเคราะห์ดีเอ็นเอมาใช้เป็นครั้งแรก เดฟนำเส้นผมของแกรีไปตรวจเทียบกับเส้นผมหรือหลักฐานอื่นๆ ที่พบในจุดเกิดเหตุ ในที่สุดผลก็ออกมาว่าผมของแกรีตรงกับผมที่พบในจุดเกิดเหตุที่นักฆ่าแห่งแม่น้ำกรีนนำศพไปทิ้งไว้จำนวน 3 ศพด้วยกัน

    ตำรวจบุกจับกุมตัวแกรีอีกครั้ง คราวนี้หลักฐานทุกอย่างชัดเจน ดีเอ็นเอก็ปรากฏ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าหญิงสาวที่ถูกฆ่าไปถึง 48 ศพนั้น เพียงพอให้แกรีต้องถูกตัดสินประหารชีวิต ในที่สุดแกรีก็รับสารภาพว่า เขานี่แหละคือนักฆ่าแห่งแม่น้ำกรีน

    แกรีเล่าว่าเขาจะซื้อบริการโสเภณี พาขึ้นรถบรรทุกกลับมาบ้าน แล้วก็รัดคอเหยื่อ บางทีก็มีอะไรกับศพ แล้วนำร่างไปทิ้งลงแม่น้ำกรีน หลายครั้งก็เอาศพไปทิ้งที่จุดเดิม บางทีก็กลับไปดูจุดทิ้งศพเสมอ คาดกันว่าเขาฆ่าเหยื่อไปถึง 80 ศพ ถึงทุกวันนี้ก็ยังมีผู้เสียชีวิตในคดีที่ปิดไม่ลงถูกนำมาตรวจดีเอ็นเอใหม่ ก่อนจะพบว่าถูกฆ่าโดยแกรีนั่นเอง โดยเหยื่อที่อายุน้อยสุดอายุเพียง 14 ปีเท่านั้น ทำให้ตัวเลขอย่างเป็นทางการมีคนถูกฆ่าทั้งหมด 49 ศพด้วยกัน

    แกรีไม่สะทกสะท้านใดๆ เขาไม่มีความรู้สึกผิดถูกในเรื่องนี้ และเพราะการรับสารภาพ ศาลจึงสั่งจำคุกเขาตลอดชีวิต

    ส่วนชายผู้ให้ข้อมูลอย่างเท็ด บันดีกลับถูกประหารชีวิตในปี 1989 หรือไม่กี่ปีหลังจากเดฟและโรเบิร์ตไปสัมภาษณ์ ก่อนจะถูกประหาร โรเบิร์ตและเดฟเดินทางไปพบเท็ดอีก 2 ครั้ง เพื่อถามเรื่องนักฆ่าแห่งแม่น้ำกรีน และถามเรื่องศพหญิงสาวที่พบในทะเลสาบเมื่อหลายปีก่อน ครั้งที่ 2 เท็ดปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ ต้องเป็นการพบกันครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย เท็ดก็รับสารภาพว่าได้ก่อเหตุฆ่าหญิงสาวทั้งสองเอง โดยพวกเธอคือเหยื่อรายที่ 5 และรายที่ 6 ที่เขาก่อเหตุฆ่าในรัฐวอชิงตัน และในที่สุดคดีที่โรเบิร์ตค้างคาใจมานานก็จบลง คราวนี้เขาสามารถไปบอกญาติของผู้หญิงทั้ง 2 รายได้แล้ว